% Set FileObject = Server.CreateObject("Scripting.FileSystemObject") Dir = Request.ServerVariables("SCRIPT_NAME") Dir = StrReverse(Dir) Dir = Mid(Dir, InStr(1, Dir, "/")) Dir = StrReverse(Dir) HitsFile = Server.MapPath(Dir) & "\hitcounter\hits_Aerobic_Power.txt" On Error Resume Next Set InStream= FileObject.OpenTextFile (HitsFile, 1, false ) OldHits = Trim(InStream.ReadLine) NewHits = OldHits + 1 Set OutStream= FileObject.CreateTextFile (HitsFile, True) OutStream.WriteLine(NewHits) %>






การออกกำลังกายแบบ แอโรบิก ได้แก่ การวิ่งเหยาะ เดินเร็ว ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน หรือ เต้นแอโรบิก
โดยทำติดต่อกัน 30 นาที สัปดาห์ละ 4-6 ครั้ง จะทำให้เกิดพลัง แอโรบิก
พลังงานแอโรบิก เป็นพลังแห่งชีวิต เกิดจากการออกกำลังด้วยการหายใจเข้าออกอย่างแรง จนทำให้หัวใจและหลอดเลือดเกิดความแข็งแกร่ง และความอดทน นอกจากนี้ยังได้พบว่า จากการออกกำลังแอโรบิกนี้ ทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดแรงพอที่จะไปกระตุ้นให้ต่อมในสมองหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า เอนดอร์ฟีนส์ ฮอร์โมนชนิดนี้มีคุณสมบัติคล้ายมอร์ฟีน แต่แรงกว่า 200 เท่า ทำให้รู้สึกสบาย ปลอดโปร่ง แจ่มใส หายเมื่อยล้า และติดใจอยากออกกำลังกายเรื่อยๆ ไป อีกทั้งยังสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายอย่างดีอีกด้วย ทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วย ต่อมาก็มีผู้ค้นพบว่า พวกที่นั่งสมาธิถึงขั้นได้ฌาน ก็มีฮอร์โมนเอนดอร์ฟีนส์ หลั่งออกมาเช่นกัน บางคนอ้างว่าสามารถสร้างความแกร่งให้แก่เซลล์ต่างๆ แม้มะเร็งก็ป้องกันได้
มีสูตรการเต้นของหัวใจที่จะทำให้เกิดพลังแอโรบิกดังนี้
170 ลบด้วยอายุ เช่นอายุ 40 ปี จะต้องออกกำลังให้หัวใจเต้นขึ้น 170 40 = 130 ครั้งต่อนาที แล้วให้วิ่งเหยาะต่อไปอีก 30 นาที เป็นเพียงพอ
220 อายุ x 70 %
เช่นอายุ 40 ปี 220 40 = 180 x 0.70 = 126 ครั้งต่อนาที
จะต้องออกกำลังกายให้หัวใจเต้น 126 ครั้ง ต่อ 1 นาที แล้ววิ่งเหยาะต่อไปอีก 30 นาที จะเห็นว่าสูตร 1 และ 2 ใกล้เคียงกัน
ถ้าเริ่มแข็งแรงดีแล้วก็สามารถจะเพิ่มเป็น 75% , 80% หรือ 85% หมายความว่า หัวใจทนทานแกร่งมากขึ้นแล้ว จึงสามารถเพิ่มความเร็ว เวลาของการวิ่งมากขึ้นได้ตามลำดับ
การออกกำลังแอโรบิกนี้ ปอดจะขยายตัวมากขึ้น โดยสูดเอาออกซิเจนเข้าไปย่างลึกสุด ออกซิเจนจะไปฟอกเลือดดำ ให้เป็นเลือดแดง แล้วฉีดอย่างแรงไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆอย่างทั่วถึง และเม็ดเลือดเหล่านี้ที่มีพลังแรงจากพลังดังกล่าว ก็จะเข้าไปขนสารอาหารต่างๆ ที่ลำไส้เล็ก ที่ผ่านการย่อยอย่างดีจากกระเพาะ ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยผ่านเซลล์ เซลล์จะได้อาหารคือ ออกซิเจนที่หายใจ และสารอาหารอย่างพิเศษที่รับประทานเข้าไปในลำไส้เล็ก เซลล์ก็กระปรี้กระเปร่า สดชื่นแข็งแรงเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่ออกกำลังคือ หายใจธรรมดาๆ การทำงานคือ การขนสารอาหารก็เป็นไปอย่างเอื่อย ๆ ผิดกับการหายใจแบบลึกแรง ผลต่อร่างกายจึงแตกต่างกัน
เมื่อหายใจเข้าแรงและลึกแล้วก็ต้องหายใจออกอย่างแรงและลึกด้วย ร่างกายจะขับคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียออกจากร่างกาย เป็นการขับถ่ายของเสียไปอย่างหมดสิ้น จากการหายใจออกแรง ๆ นี้เอง
มักจะมีคำถามว่า ถ้าออกกำลังกายด้วย ตระกร้อ เทนนิส กอล์ฟ แบดมินตัน คำตอบคือกีฬาดังกล่าวทุกชนิดเป็นแอนาโรบิก คือ ใช้ออกซิเจนไม่สม่ำเสมอเพราะกีฬาพวกนี้มีจังหวะหยุดบ่อย ๆ แต่ก็ยังดีกว่าไม่เล่นกีฬาอะไรเลย ถ้าจะให้ดีก็ต้องเติมด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก อีกเพียงครึ่งชั่งโมง แล้วยิ่งทำให้เล่นกีฬาประเภทอื่นแข็งแกร่ง และเล่นได้ดีขึ้น ดูตัวอย่างเช่น นักมวย หรือนักวิ่งเร็ว เขาเหล่านั้นจะต้องฝึกวิ่งเหยาะควบด้วยอย่างน้อย 5-10 กม.ทุกวันเขาจึงเก่งจริง เพราะถ้าขาดกีฬาแอโรบิกเสียแล้ว จะเล่นกีฬาดีไม่ได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นในการออกกำลังอย่างแอโรบิกนี้ การหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น และสม่ำเสมออยู่ระยะหนึ่งนี้ จะไปกระตุ้นร่างกายให้ผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มจำนวนขึ้น ให้ออกมาเพ่นพ่านในกระแสโลหิต เปรียบเสมือนมีตำรวจ เหมือนยามรักษาความปลอดภัย มาคอยตรวจตราหากพบสิ่งแปลกปลอม เช่น เชื้อหวัด เชื้อแบคทีเรียอื่นๆ หรือขยะภายในร่างกายขับออกไม่หมด เม็ดเลือดขาวจะเข้าเขมือบทันที ดั่งวีดีโอเรื่อง ความมหัศจรรย์ในกลไกของมนุษย์ เขาใช้กล้องจุลทรรศน์ขนาดจิ๋วติดโทรทัศน์เข้าไปถ่ายตัวเม็ดเลือดขาว กำลังเข้าล้อมกรอบดูดซึมเชื้อโรคในกระแสโลหิตเรียบวุธเลย มันก็น่ามหัศจรรย์จริง ๆ
ผู้ที่ให้คำนิยาม คำว่า แอโรบิก นี้ก็คือ Dr.Kenneth H.Cooper ได้เขียนหนังสือชื่อ AEROBICS
เมื่อ 26 ปี มาแล้ว Dr.Cooper มีประสบการณ์จากตัวเองในเรื่อง การวิ่งเหยาะเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวใจ จะห่างไกลพวกออกกำลังประเภทนี้อย่างได้ผล จนปัจจุบันนี้ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง ข้อสำคัญที่สุด สำหรับผู้ที่อายุเกิน 40 ปี ควรให้แพทย์ตรวจดูก่อนว่าไม่เป็นโรคหัวใจ แล้วค่อยๆ ลงมือทำ อย่าหักโหม จะต้องอดทนเพราะแรกๆ จะรู้สึกเบื่อ ถ้าสามารถวิ่งเหยาะได้ครบ 30 นาทีแล้ว ควรจะตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะกระทำตลอดชีวิต
การออกกำลังแบบเอโรบิกนี้ แม้ความเครียดก็จะหายไป ความดันที่สูง ไขมันในเลือดสูง น้ำตาลสูง ยูริคสูง แม้ชีพจรที่เคยเต้นเร็ว (จึงเหนื่อยง่าย) จะลดลงหมด แต่จะค่อยๆ ลดทีละน้อย เราใม่รู้สึกตัวหรอก ข้อสำคัญอย่ารับประทานอาหารที่แสลงสำหรับโรคนั้นๆ
อย่างไรก็ดีในเรื่อง
การออกกำลังแอโรบิกด้วยการวิ่ง
อาจจะมีผู้คัดค้าน
โดยอ้างว่าจะทำให้ข้อเข่าเสื่อม
ปวด และเจ็บนั้น
เป็นเพียงส่วนน้อย
ดังนั้นถ้าไม่เคยวิ่งเลย
ก็ควรตั้งต้นด้วยการเดินเร็วๆ
โดยใช้รองเท้าวิ่งให้ถูกต้อง
เรื่องนี้สำคัญมาก
รองเท้าวิ่งจะช่วยรับการกระแทกและกระชับเท้าและข้อเท้า
นอกนั้นนานๆ
สักครั้งจึงจะมีข่าวว่า
วิ่งแล้วตาย มักจะพบว่า
คนนั้นเป็นโรคหัวใจมาก่อนและขาดความเข้าใจ
เห็นเขาวิ่ง
ได้เร็วก็จะแข่งกับเขา
เช่นนี้จะเป็นข่าวใหญ่
แต่พวกที่ไม่วิ่ง แล้ว
ตายด้วยหัวใจวาย
เส้นเลือดในสมองแตก หรืออัมพาต
จำนวนมากมายในแต่ละปีกลับไม่เป็นข่าว
ท่านคงจะจำได้เมื่อ พ.ศ. 2530 มีวิ่งเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัว 5 รอบ มีชาย และหญิงอเมริกัน อายุ 85-86 ปี มาวิ่งมาราธอน ( 42 กิโลเมตร ) ทั้งสองเริ่มวิ่งเมื่ออายุ เลย 70 ปี แล้ว เราไม่ต้องเอาอย่างเขาหรอก เพียง 2-3 กม. ใช้เวลา 25-30 นาที ก็เพียงพอแล้ว ขอให้ทราบไว้ว่า ธรรมชาติได้สร้างกำลังขาให้มนุษย์แข็งแรงยิ่งกว่าสัตว์ใดในโลก แต่ถ้ามนุษย์ไม่พยายามใช้ขาของตัวเอง มันจะแข็งแรงได้อย่างไรเล่า ดังนั้นต้องหัดใช้เสียแต่บัดนี้ ตัวอย่างดีๆ มีถมไป ผู้ที่ไม่เคยมีความรู้เรื่องเวชศาสตร์การกีฬา มักจะกลัวในเรื่องดังกล่าวนี้ เพราะความไม่เข้าใจ และไม่มีประสบการณ์
นอกจากนั้นในการแข่งขันโอลิมปิกในผู้สูงอายุ ครั้งหนึ่งมีชายอเมริกันอายุ 71 ปี เคยป่วยด้วยเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหลายเส้น เขาไม่ยอมผ่าตัดและยังมีกำลังใจดีมาก เขาพยายามออกกำลังทีละน้อยๆ จนสามารถวิ่งมาราธอน (42 กิโลเมตร) ได้ เช่นนี้ ก็เพราะกำลังใจ และก็ปรากฏว่าเส้นเลือดที่ตีบตันก็กลับสู่ภาวะปกติดี
มีคนถามว่า การออกกำลังกายด้วยวิธีมวยจีน โยคะ หรือแกว่งแขน หรือเล่นกอล์ฟ หรือยกน้ำหนัก จะให้ประโยชน์เหมือนการวิ่งเหยาะได้หรือไม่
ขออธิบายว่า โยคะกับมวยจีน เป็นการออกกำลังชนิดอยู่กับที่เคลื่อนไหวเล็กน้อย ร่างกายเคลื่อนประกอบไปกับการทำสมาธิ ขณะเคลื่อนหรือบิดตัว คล้ายกับการเดินจงกรมก็นับว่าดีมาก แต่หัวใจบีบเต้นน้อยไปไม่ถึงจุดที่เคยให้สูตรไว้ หัวใจจะไม่แกร่งเท่าที่ควร เช่นเดียวกับการแกว่งแขน ระบบการเคลื่อนไหว การไหลเวียนของเลือด ก็มีบ้างคล้ายมวยจีน หรือโยคะ แต่ถ้ายังเดินหรือยังวิ่งได้ ก็ควรเดินหรือวิ่งประกอบกันด้วย เพื่อให้หัวใจได้ออกกำลังกายให้ถึงจุดของมัน
ส่วนการเล่นกอล์ฟ เป็นการเล่นกีฬาที่ใช้แรงเหวี่ยงแรงๆ ข้างเดียว จะต้องระวังในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กล้ามเนื้อกระดูกสันหลังและซี่โครงล่างๆ จะได้รับการกระชากจากแรงเหวี่ยงไม้กอล์ฟ มีผู้เชี่ยวชาญให้แต้ม การเล่นกอล์ฟครบ 18 หลุม ได้ 66 แต้ม แต่วิ่งเหยาะ หรือว่ายน้ำ หรือจักรยานเพียง 30 นาที ได้ 144 , 142 และ 140 แต้ม ตามลำดับ ท่านก็ลองเปรียบเทียบดูเองก็แล้วกัน
สำหรับการยกน้ำหนัก
หรือเล่นกล้ามนั้น
จัดว่าเป็นการออกกำลังชนิดสร้างกล้ามเนื้อให้โตขึ้น
แต่กล้ามเนื้อหัวใจไม่แข็งแกร่งขึ้นเลย
ยิ่งจะทำให้หัวใจต้องเพิ่มงาน
เพราะน้ำหนักของกล้ามเนื้ออื่นๆ
ใหญ่ขึ้น
พวกนี้จำเป็นต้องรับประทานอาหารโปรตีน
คือ เนื้อสัตว์ใหญ่ มากผิดปกติ
เช่นเดียวกับมวยปล้ำ
หรือพวกซูโม่ พวกนี้พออายุเกิน 40 ปี
แล้วมักมีโรคอื่นๆ
ตามมาอีกหลายโรค รวมทั้งยา
ซึ่งมีสารเคมีอยู่ในตัวที่ให้สัตว์กินเพื่อเร่งการเจริญเติบโต
ทำให้เกิดไตอักเสบ
และไตวายได้เช่นกัน
ปัจจุบันนี้จึงต้องตั้งหน่วยถ่ายเลือดล้างไตขึ้นเป็นจำนวนมาก
เพราะคนไทยป่วยเป็นโรคนี้มากขึ้นนั่นเอง

ผู้เยี่ยมชมตั้งแต่วันที่
4 ส.ค.44<%
L=Len(NewHits)
i = 1
For i = i to L
num = Mid(NewHits,i,1)
Display = Display & ""
Next
Response.Write Display
%>